วีดีโอทดสอบการใช้โปรแกรม ocam
วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
วีดีโอทดสอบการใช้โปรแกรม ocam

ถ้าเป็นเรื่องของแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนแล้วหล่ะก็ นอกจากเราจะสนใจว่ามันสามารถใช้งานได้ยาวนานขนาดไหนแล้ว ก็ยังอยากให้มันชาร์จแบตฯ ได้เต็มเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า เราคงไม่ได้เห็นการขยายเพิ่มขนาดความจุแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้ เป้าหมายการพัฒนาของสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน จึงมุ่งเป้าไปที่การประหยัดพลังงานให้ได้มากกว่ารุ่นก่อนๆ และเทรนด์ที่มาแรงตลอดกาลของสมาร์ทโฟนระดับเรือธงของแต่ละแบรนด์ คือเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว ที่ต้องเร่งสปีดการชาร์จขึ้นไปเรื่อยๆ (โดยที่ต้องไม่มองข้ามเรื่องความปลอดภัยในการชาร์จแบตฯ) และ Samsung Galaxy S9 ที่มีกำหนดการวางขายในช่วงต้นปี 2018 ก็เหมือนว่าจะเกาะเทรนด์ชาร์จเร็วด้วยเช่นกัน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทาง Qualcomm ออกประกาศหลายฉบับ เผยรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับชิปตัวแรง Snapdragon 845 ที่จะถูกนำไปใช้ในสมาร์ทโฟน รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมายหลายรุ่นในปี 2018 รวมถึงจะมีการนำไปใข้ใน Samsung Galaxy S9 และ S9+ ด้วย

ฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจของ Snapdragon 845 คือระบบการชาร์จเร็วรุ่นล่าสุด ที่ทาง Qualcomm ขนานนามให้ว่า Quick Charge 4+ โดยมีการเคลมว่าสามารถเร่งความเร็วการชาร์จขึ้นได้ถึง 15%และทำให้อุณหภูมิในระหว่างการชาร์จต่ำกว่าเดิมถึง 3 องศาเซลเซียส ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น
แต่ในกรณีของ Samsung นั้นไม่สามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใส่ไว้ใน Galaxy S9 ทุกเครื่อง เนื่องจากมีทั้งตัวเครื่องเวอร์ชั่นที่ใช้ชิปของ Snapdragon 845 และตัวเครื่องที่ใช้ชิป Exynos 9810
ในช่วงเวลานี้ เทคโนโลยีชาร์จเร็วของ Samsung มีชื่อเรียกว่า Adaptive Fast Charge และเทคโนโลยีนี้อาจจะช่วยให้เครื่อง S9 ทั้งรุ่นที่ใช้ชิป Exynos 9810 และรุ่นที่ใช้ชิป Snapdragon 845 มีความเร็วในการชาร์จที่เท่ากันได้ แต่จนถึงเวลานี้ทาง Samsung ยังไม่ได้เปิดเผยสเปคของชิป Exynos 9810 แต่ก็คาดการณ์ว่า จะต้องมีระบบการชาร์จเร็วที่ไม่น้อยหน้าทางฝั่งของ Snapdragon 845
ว่าแต่ว่ามีใครกำลังเบื่อมือถือเครื่องเก่า แล้วอยากได้ Samsung Galaxy S9 หรือ S9+ กันบ้างไหมครับ?
ที่มา : bgr.com

Toshiba เปิดตัวสิ่งที่พวกเขาเคลมว่า เป็นฮาร์ดดิสก์แบบแผ่นจานแม่เหล็ก ในรูปแบบ Conventional magnetic recording (CMR) ที่มีความจุข้อมูลสูงถึง 14TB โดยออกแบบมาสำหรับการใช้งานในองค์กรธุรกิจ โดยภายในตัวฮาร์ดดิสก์มีแผ่นจานแม่เหล็กทั้งสิ้น 9 แผ่น บวกกับการใช้โครงสร้างตัวไดรฟ์แบบ Helium-sealed และมีขนาดตัวไดรฟ์ 3.5 นิ้ว ความเร็วรอบการหมุนอยู่ที่ 7,200 rpm และใช้อินเตอร์เฟสการเชื่อมต่อแบบ SATA 6Gbit/s
โดยฮาร์ดดิสก์ขนาดความจุสูง 14TB นี้อยู่ในซีรี่ย์ฮาร์ดดิสก์ใหม่ที่มีชื่อว่า MG07ACA โดยมีรุ่นขนาดความจุ 12TB ที่ใช้แผ่นจานแม่เหล็กจำนวน 8 แผ่นให้เลือกใช้ด้วย โดยฮาร์ดดิสก์ทั้ง 2 รุ่นในซีรี่ย์นี้กินพลังงานต่ำกว่าฮาร์ดดิสก์ในซีรี่ย์ MG06ACA ที่ออกมาก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ทาง Toshiba สามารถเพิ่มความหนาแน่นของข้อมูลบนแผ่นจานแม่เหล็ก
โดยฮาร์ดดิสก์ขนาด 14TB ใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าถึง 50% เมื่อเทียบกับฮาร์ดดิสก์ขนาด 10TB ในซีรี่ย์ MG06ACA และฮาร์ดดิสก์ที่ใช้เทคนิคการบันทึกข้อมูลแบบ Conventional magnetic recording สามารถทำงานได้เร็วกว่าฮาร์ดดิสก์ที่ใช้เทคนิคการบันทึกข้อมูลแบบ Shingled magnetic recording
และสำหรับผู้ใช้งานตามบ้านที่สนใจฮาร์ดดิสก์ความจุสูง ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าในอนาคตจะมีการผลิตฮาร์ดดิสก์รูปแบบนี้สำหรับการใช้งานตามบ้าน เพราะคอนเทนต์วีดีโอความละเอียดสูงระดับ 4K และ 8K กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และคอนเทนต์วีดีโอรูปแบบนี้ ใช้เนื้อที่เก็บข้อมูลมหาศาล
ที่มา : www.dpreview.com
ถึงแม้ว่า NVIDIA จะไม่ได้ผลิตรถยนต์อัจฉรัยะเป็นของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า NVIDIA จะไม่ได้เป็นผู้เล่นคนสำคัญในธุรกิจนี้ เพราะพวกเขามีในสิ่งที่บริษัทผลิตรถยนต์ทั้งหลายไม่มี นั่นก็คือ ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ที่จะสามารถแปลงรถธรรมดาๆ ให้กลายเป็นรถยนต์อัจฉริยะ ที่สามารถตรวจสอบและรับรู้ทุกความเคลื่อนไหวรอบๆ และภายในตัวรถ
มีการเปิดเผยรายละเอีดยของแพลตฟอร์มสำหรับรถยนต์อัจฉริยะ ในช่วงสุดท้ายของการพูดบนเวทีในงาน GPU Technology Conference ซึ่งจัดขึ้นในเมืองโตเกียวประเทศญี่ปุ่น โดยทาง NVIDIA ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแพลตฟอร์มสำหรับรถยนต์อัจฉริยะ DRIVE ที่เลือกใช้ขุมพลังการประมวลผลจากชิป Xavier ที่ทาง NVIDIA ขนานนามให้ว่าเป็นชิปประมวลผลที่มีความซับซ้อนมากที่สุดในโลก
BB8 คือชื่อของรถต้นแบบที่ทาง NVIDIA ใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ
Xavier จะประมวลผลข้อมูลต่างๆ จากอุปกรณ์เซ็นเซอร์ทั้งที่ติดตั้งอยู่ภายนอก และภายในตัวรถ โดยใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์แบบ Deep neural networks เพื่อสร้างแอพพลิเคชั่นที่ทำหน้าที่ ตรวจจับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวรถ รวมถึงฟังก์ชั่นตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตาคนขับ ฟังก์การรับคำสั่งจากท่าทาง และฟังก์ชั่นการเข้าใจคำสั่งจากภาษาพูด
รถอัจฉริยะตามแนวคิดของ NVIDIA จะมีการติดตั้งระบบซอฟต์แวร์ DRIVE IX ที่มีความสามารถในการแจ้งเตือนเหตุอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้รอบๆ ตัวรถ และมันยังคอยเฝ้าตรวจสอบคนขับรถ เพื่อดูว่ามีอาการหลับใน หรือเสียสมาธิในขณะขับรถหรือไม่
แลระบบ DRIVE Xavier ยังสามารถทำงานเป็นคนขับรถตัวสำรอง โดยสามารถเปิดระบบควบคุมให้ความเร็วรถคงที่ เปิดระบบให้รถรักษาการวิ่งอยู่ในเลนโดยอัตโนมัติ รวมถึงระบบการเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ
ซอฟต์แวร์สามารถอัพเดทผ่านสัญญาณ Wi-Fi หรือ 4G เพื่อการเพิ่มเติมฟังก์ชั่นใหม่ๆ เข้าไปตลอดระยะเวลาการใช้งานของรถยนต์
และในขั้นตอนต่อไปบริษัท Pioneer ซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ 3D LiDAR ที่ใช้ตรวจสอบสภาพถนนรอบตัวรถ ก็จะได้ร่วมงานกับทาง NVIDIA เพื่อการนำเซ็นเซอร์แบบ 3D LiDAR มาผสานรวมเข้ากับแพลตฟอร์ม DRIVE
ที่มา : bgr.com



